บวม
อาการบวม (ทางการแพทย์เรียกว่า edema) คือภาวะที่แขน ขา หรืออวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งมีขนาดใหญ่ขึ้นจากการคั่งของน้ำเหลืองในเนื้อเยื่อ มักเริ่มจากอาการเล็กน้อยแล้วค่อย ๆ รุนแรงขึ้น และมักรู้สึกหนักอึ้งหรือตึงมากกว่าเจ็บปวด
ตัวอย่างภาพทางคลินิกที่ผ่านการตรวจสอบความเป็นส่วนตัว สำหรับการทบทวนเชิงวิชาชีพและการศึกษา
อาการบวม (ทางการแพทย์เรียกว่า edema) คือภาวะที่แขน ขา หรืออวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งมีขนาดใหญ่ขึ้นจากการคั่งของน้ำเหลืองในเนื้อเยื่อ มักเริ่มจากอาการเล็กน้อยแล้วค่อย ๆ รุนแรงขึ้น และมักรู้สึกหนักอึ้งหรือตึงมากกว่าเจ็บปวด
ไฟลามทุ่ง (erysipelas) เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง ทำให้เกิดผื่นแดงขอบชัดเจน ร้อน และลุกลามอย่างรวดเร็ว มักมีไข้ร่วมด้วย ผู้ที่มีภาวะน้ำเหลืองบกพร่องมีความเสี่ยงเป็นซ้ำได้ง่าย เพราะระบบน้ำเหลืองที่ทำงานไม่ดีทำให้ร่างกายกำจัดเชื้อโรคที่ผิวหนังได้ยากขึ้น
อาการปวดขามักเป็นความรู้สึกหนักหรือปวดตื้อ ๆ ที่แย่ลงเมื่อยืนหรือเดินนาน เกิดจากของเหลวส่วนเกินไปกดทับกล้ามเนื้อ เส้นประสาท และข้อต่อบริเวณขาที่บวม
เมื่อมีของเหลวสะสมรอบข้อ เช่น เข่าหรือข้อเท้า เนื้อเยื่อโดยรอบจะตึงและจำกัดการเคลื่อนไหวตามปกติ ทำให้รู้สึกฝืด ปวด และขยับข้อได้ไม่เต็มที่
การบวมเรื้อรังทำให้ผิวหนังถูกยืดและแห้งง่ายขึ้น ส่งผลให้เกิดการระคายเคือง แดง หรือผื่นขึ้นได้ง่าย ผื่นลักษณะนี้อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการติดเชื้อที่ผิวหนังจึงไม่ควรมองข้าม
อาการคันพบได้บ่อยในภาวะน้ำเหลืองบกพร่อง เนื่องจากผิวหนังที่ถูกยืดออกและแห้งสูญเสียความสามารถในการปกป้องตามธรรมชาติ อีกทั้งการไหลเวียนน้ำเหลืองที่ลดลงยังทำให้สารที่ก่อการระคายเคืองสะสมอยู่ใต้ผิวหนัง กระตุ้นให้เกิดอาการคัน
ความรู้สึกเพี้ยนคล้ายเข็มทิ่มหรือชาอาจเกิดขึ้นเมื่อเนื้อเยื่อที่บวมไปกดทับเส้นประสาทบริเวณใกล้เคียง มักเป็นสัญญาณเตือนแต่เนิ่น ๆ ว่าน้ำเหลืองสะสมเร็วกว่าที่ระบบน้ำเหลืองจะระบายออกได้ทัน
บางคนจะรู้สึกร้อนหรือแสบร้อนบริเวณที่บวม บางครั้งมีแผลเล็ก ๆ เกิดขึ้นจากผิวหนังที่ถูกยืดจนแตก ซึ่งสะท้อนถึงการอักเสบเฉพาะที่ที่เกิดขึ้นใต้ผิวหนังจากการคั่งของน้ำเหลือง
ภาวะน้ำเหลืองบกพร่องที่เป็นมานานอาจทำให้ผิวหนังคล้ำขึ้นหรือเกิดจุดด่างคล้ายกระ ซึ่งเป็นผลจากการบวมและการอักเสบเรื้อรังที่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงเซลล์สร้างเม็ดสีของผิวหนัง
การบวมที่เป็นต่อเนื่องเป็นเวลานานสามารถทำให้ผิวหนังหนาและแข็งขึ้นคล้ายหนังด้าน ภาวะผิวหนังหนาตัวนี้ (fibrosis) เป็นสัญญาณว่าน้ำเหลืองบกพร่องเริ่มรุนแรงขึ้นและเนื้อเยื่อเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
เมื่อระบบน้ำเหลืองทำงานหนักเกินขีดจำกัด ของเหลวใสหรือสีเหลืองอ่อนอาจซึมออกมาทางผิวหนังโดยตรง ภาวะนี้เรียกว่าน้ำเหลืองซึม (lymphorrhea) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อผิวหนังแตกและการติดเชื้อ
เนื่องจากน้ำเหลืองมีหน้าที่ลำเลียงเซลล์ภูมิคุ้มกันที่ใช้ในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ การระบายน้ำเหลืองที่ไม่ดีจึงทำให้แผลถลอกหรือบาดแผลเล็ก ๆ หายช้ากว่าปกติ โดยเฉพาะบริเวณที่บวม
ในรายที่เป็นมานาน ผิวหนังที่ถูกยืดจนบางจากการบวมเรื้อรังอาจฉีกหรือแตกออกเป็นแผลลึกและเหวอะ แผลลักษณะนี้หายช้าและมีความเสี่ยงติดเชื้อสูงเนื่องจากการระบายน้ำเหลืองบกพร่อง
แรงดันที่เพิ่มขึ้นจากการคั่งของของเหลวสามารถกดดันหลอดเลือดดำใกล้เคียง ทำให้หลอดเลือดขยายและบิดเป็นเกลียวจนเห็นเป็นเส้นเลือดขอด มักพบในแขนขาที่มีภาวะน้ำเหลืองบกพร่องเรื้อรัง
ของเหลวสามารถสะสมรวมกันเป็นถุงน้ำนุ่ม ๆ ใต้ผิวหนัง มักเกิดขึ้นในบริเวณที่การระบายน้ำเหลืองถูกจำกัดมากที่สุด
ภาวะน้ำเหลืองบกพร่องเรื้อรังสามารถทำให้เกิดพังผืดสะสมใต้ผิวหนังจนคลำได้เป็นก้อนแข็ง ก้อนเหล่านี้เกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อการคั่งของของเหลวและการอักเสบที่ยาวนาน